วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ประวัติศาสตร์รถยนต์ในประเทศไทย

                                                                            

  รถยนต์เป็นเทคโนโลยี่ของศตวรรษที่ 20 เข้ามาถึงประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อไรนั้น ยังไม่ทราบแน่ชัด เข้าใจว่าคนที่สั่งรถยนต์เข้ามาใช้ในประเทศไทยคนแรกเป็นชาวต่างชาติ ไม่ทราบว่าเป็นยี่ห้อใด มีรายละเอียดบางประการอธิบายไว้ในสาสน์สมเด็จ อันเป็นลายพระหัตถ์โต้ตอบของพระบรมศานุวงศ์สองพระองค์คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ องค์สถาปนิกผู้สังสรรค์สร้างวัดเบญจมบพิตร กับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กนมพระยาดำรงราชานุภาพ บิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย โดยลายพระหัตถ์เมื่อปี พ.ศ. 2458 สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ กราบทูลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า รถยนต์คันแรกในประเทศไทยรูปร่างคล้ายรถบดถนน ล้อยางตัน มีหลังคาเป็นปะรำ มีที่นั่งสองแถว ใช้น้ำมันปิโตรเลียม ไฟหน้าลักษณะคล้ายเตาฟู่ เช่นเดียวกับรถยุคแรกๆ ส่วนใหญ่เครื่องยนต์มีกำลังเพียงพอสำหรับวิ่งบนที่ราบ แต่ไม่เพียงพอที่จะขึ้นสะพานได้ ข้อด้อยดังกล่าวจึงจึงทำให้การใช้งานมีขีดจำกัด เนื่องจากบางกอกสมัยนั้นใช้การขนส่งทางเรือเป็นหลัก สะพานข้ามคลองจึงต้องยกสูงเพื่อให้เรือลอดได้ แต่กลับเป็นปัญหาสำคัญในการใช้รถยนต์ หรือยวดยานที่มีล้อ
หลังจากนำรถยนต์เข้ามาในเมืองไทยได้ไม่นาน ชาวต่างชาติผู้นั้นก็ขายต่อให้แก่ จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) ซึ่งสมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นคนไทยคนแรกที่ก่อกำเนิดยุครถยนต์ในประเทศไทย เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีเป็นคนหัวสมัยใหม่ นิยมชมชอบในเรื่องเครื่องยนต์กลไก ทั้งใฝ่รู้ในสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ และพอใจที่จะเป็นเจ้าของเครื่องยนต์กลไกแปลกใหม่ ในทันทีที่มีการจำหน่าย
ในลายพระหัตถ์ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเล่าว่า ในตอนแรกที่ซื้อรถคันดังกล่าวมา เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีไม่สามารถขับได้ เพราะเกียร์แข็ง เข้ายาก ต้องให้น้องชายคือ พระยาอนุทูตวาที (เข็ม แสงชูโต) แก้ไขให้ พระยาอนุทูตวาที มีอายุอยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2413-2482 และมีหัวในเรื่องเครื่องยนต์กลไก และเป็นคนไทยคนแรกที่สามารถพันทุ่นมอเตอร์ได้ เป็นคนไทยคนแรกที่ไปรับจ้างทำงานในประเทศอังกฤษ จึงเป็นคนไทยคนแรกที่สามารถขับรถยนต์ในประเทศไทยด้วย
                       


  จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) พระยาอนุทูตวาที (เข็ม แสงชูโต)
พระยาอนุทูตวาที สามารถเรียนรู้การขับรถยนต์คันดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว และยังได้ถ่ายทอดให้กับผู้อื่นอีกด้วย รถยนต์ของเจ้าพระยาสรุศักดิ์มนตรี วิ่งใช้งานตามถนนในเมืองบางกอกอยู่นานหลายปี ต่อมาในปี พ.ศ. 2471 กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงจัดพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนครขึ้น และทรงขอให้นำรถยนต์คันดังกล่าวมาตั้งแสดงด้วย จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ก็ยอมอนุญาติด้วยความเต็มใจ โดยกราบทูลว่า พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงนำรถไปซ่อมที่กองลหุโทษ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงทราบต่อมาภายหลังว่า พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ได้สิ้นพระชนม์เสียก่อนที่จะซ่อมเสร็จ และรถก็ถูกทอดทิ้งไว้โดยไม่มีใครดูแล จนเมื่อได้เสด็จไปที่กองลหุโทษ และถามหารถคันดังกล่าว พนักงานก็ทำท่าพิศวง และยิ้มอย่างสลดใจ แล้วนำเสด็จไปยังมุมห้อง ณ ที่นั้น คือกองโลหะที่หลงเหลือจากน้ำมือพ่อค้าเศษเหล็ก และนั่นคือจุดจบของรถยนต์คันแรกในประเทศไทย จากฝุ่นธูลีสู่เศษสนิม

                 


พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์
ในปี พ.ศ. 2447 มีรถยนต์ 3 คัน เข้ามาวิ่งตามถนนในเมืองบางกอก ไม่มีการบันทึกไว้ว่าเป็นยี่ห้ออะไร ใครเป็นเจ้าของ ช่วงนั้นรัฐบาลเริ่มเล็งเห็นในบทบาทและความสำคัญของรถยนต์แล้ว โดยได้แจ้งความโฆษณาในหนังสือพิมพ์บางกอกไทม์ ในปีเดียวกัน ระบุว่าโรงกษาปณ์หลวงมีความต้องการซื้อรถยนต์บรรทุกแวนเพื่อใช้ขนส่งทองแท่ง เงินแท่ง และเหรียญกษาปณ์ หนักหนึ่งตัน ต้องวิ่งได้เร็วไม่น้อยกว่า 10 ไมล์ต่อชั่วโมง พร้อมด้วยหลังคาปะรำสำหรับคนขับ และพนักงานประจำรถ
ในปีเดียวกันอีก พระเจ้าลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงพระประชวร ต้องเสด็จไปรักษาพระองค์ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส ขณะที่ประทับอยู่ที่นั่น ได้ทรงสั่งซื้อรถยนต์คันหนึ่ง เป็นรถเดมเลอร์-เบนซ์ ซึ่งถือว่าเป็นรถชั้นเยี่ยมในยุคนั้น ทรงซื้อรถคันดังกล่าวจาก มองซิเออร์ เอมีเลอ เจลลีเนค ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยี่ห้อนั้น ในประเทศฝรั่งเศส มองซิเออร์ เอมีเลอ เจลลีเนค มีลูกสาวคนหนึ่งชื่อ เมร์เซเดส ต่อมาภายหลังชื่อนี้ถูกนำไปใช้แทนชื่อ เดมเลอร์ กลายเป็น เมร์เซเดส- เบนซ์ ที่เลื่องลือไปทั่งโลก
เมื่อเสด็จกลับประเทศไทยในปลายปีนั้น พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ได้น้อมเกล้าถวายรถคันดังกล่าวแด่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นับได้ว่าเป็นรถยนต์พระที่นั่งคันแรกในประวัติศาสตร์ไทย โดยพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงรับหน้าที่เป็นสารถีด้วยพระองค์เอง

ประวัติศาสตร์รถยนต์ในประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดปรานรถยนต์พระที่นั่งดังกล่าว เพราะทรงเห็นว่า สะดวกสบาย และเดินทางได้รวดเร็วกว่ารถม้าพระที่นั่ง ในยามว่างจากพระราชกรณียกิจ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์นำเสด็จพระองค์ และพระบรมวงศานุวงศ์ไปตามที่ต่างๆ ต่อมาทรงเห็นว่า รถยนต์พระที่นั่งคันเดียวไม่พอที่จะใช้งานตามพระราชประสงค์ จึงตัดสินพระทัยที่จะซื้ออีกคันหนึ่ง
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทำหน้าที่นี้ เช่นเดียวกับซื้อรถยนต์คันแรก พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงเลือกรถเมร์เซเดสเบนซ์ อีกคันหนึ่งโดนนำเข้าจากประเทศเยอรมนี รุ่นปี พ.ศ. 2448 เครื่องยนต์ 4 สูบ 28 แรงม้า ความเร็ว 73 กม.ต่อ ชั่วโมง นับว่าเร็วที่สุดในยุคนั้น
         

รถยนต์หลวงคันที่ 2 ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเมร์เซเดส
รุ่นปี พ.ศ. 2448 ได้รับพระราชนามว่า แก้งจักรพรรดิ์
ในปี พ.ศ. 2451 วาระเฉลิมพระชนม์พรรษาครบ 56 พรรษา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริที่จะสั่งซื้อรถยนต์ มาเป็นของขวัญพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการชั้นสูง เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์แก่แผ่นดินสืบไป ในการนี้ทรงโปรดเกล้าให้ พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ สั่งซื้อจากประเทศฝรั่งเศส จำนวน 10 คัน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามแก่รถยนต์เหล่านี้แต่ละคัน ในลักษณะเดียวกับที่พระราชทานนามแก่ช้าง เพื่อแสดงถึงฐานะและความมั่งมี เช่น แก้วจักรพรรดิ์ มณีรัตนา ทัดมารุต ไอยราพต กังหัน ราชอนุยันต์ สละสลวย กระสวยทอง ลำลองทัพ พรายพยนต์ กลกำบัง สุวรรณมุขี
เมื่อมีรถมากขึ้นก็มีความจำเป็นที่จะต้องหาคนขับ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงคัดเลือกมหาเล็กที่มีไหวพริบดี จำนวนหนึ่งไปฝึกหัดขับรถเป็นการด่วน และผู้ที่รับหน้าที่สอนขับรถก็คือ หม่อมเจ้าหญิงพิมพ์รำไพ พระธิดาของ พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์
ในปี พ.ศ. 2452 ขณะที่รถยนต์มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าให้ตราพระราชบัญญัติรถยนต์ฉบับแรกของประเทศไทยขึ้น โดยให้มีผลบังคับใช้ในปีถัดมา พระราชบัญญัตินี้ กำหนดให้เจ้าของรถยนต์ต้องจดทะเบียนกับ กระทรวงมหาดไทย และเสียค่าธรรมเนียม 10 บาท
รถยนต์นั่ง และรถบรรทุกในพระราชอาณาจักรที่จดทะเบียนกับกระทรวงมหาดไทยขณะนั้นมีจำนวนดังนี้คือ
เมืองบางกอก และจังหวัดใกล้เคียง 401 คัน
จังหวัดนครสวรรค์ 1 คัน
จังหวัดนครศรีธรรมราช 2 คัน
จังหวัดทางภาคเหนือ 6 คัน
จังหวัดภูเก็ต 2 คัน
เมื่อถึงปี พ.ศ. 2470 ตัวเมืองบางกอกก็ขยายออกไปโดยรอบ มีถนนสายใหม่ๆ ที่ช่วยให้สามารถเดินทางไปในแถบชนบท แถวชานเมืองก็มีถนนชั้นดีหลายสาย สองข้างทางมีต้นไม้ยื่นกิ่งก้านปกคลุม และบังแสงอาทิตย์จากสายตาผู้ขับรถได้เป็นอย่างดี ป้อมปราการที่สวยงามดุจภาพวาดเริ่มจะหมดไป ทีละแห่งสองแห่ง ประตูเมืองถูกรื้อทิ้งเพื่อเปิดพื้นที่ให้แก่การจราจร กำแพงถูกทุบทิ้งแล้วเอาเศษอิฐเศษปูนไปปูถนน

วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2556

10 อันดับ ยี่ห้อรถที่คนไทยขับมากที่สุด2010

1. TOYOTA

แบรนด์อันดับหนึ่งของไทยมาหลากหลายปีดีดัก เพราะมีคนขับมากที่สุด เพราะพี่แกทำทุกตลาดที่เคยกล่าวมา ชนิดที่ว่ามองไปทางไหนก็มีแต่ Toyota เลยก็ว่าได้ จึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับ Toyota ที่จะเบียดทุกแบรนด์เพื่อขึ้นเป็นอันดับ 1 กับคะแนนโหวตที่ทิ้ง Honda มาไม่มากนัก : 16.41 %

2. Honda

ปฏิเสธไมได้จริงๆกับ Honda ที่ เห็นกันเกลื่อนกลาดถนน อาจจะพูดได้ว่าถ้าเป็น รถเก๋ง Honda อาจจะมีมากที่สุด (ไม่นับ Taxi นะครับ) ถ้าทำรถปิ๊กอัพด้วยอาจจะขึ้นแท่นไปอยู่อันดับหนึ่งเลยก็ว่าได้นะเนี่ย (จริงๆ Honda ยังมีมอเตอร์ไซด์อีกนะครับ แต่ดีนะที่ไม่ได้รวมไม่งั้นอันดับ 1 แน่ๆ) แฟนคลับเข้ามาโหวตกันอย่างล้นหลาม : 15.39 %

3. Misubishi

ยอดนิยมอีกแบรนด์ที่ดึงทั้งตลาด การใช้งาน (ปิ๊กอัพ) และ ความสะดวกสบาย (ซีดาน) หรือจะ รถครอบครัว (สเปดวาก้อน) การที่ลงเล่นหลายตลาดทำให้มีผู้ใช้เป็นจำนวนมาก ได้คะแนนไปทั้งหมด : 11.36 %

4. Nissan

แบรนด์ตลาดอีกตัวหนึ่ง กับคุณภาพคับแก้ว ทั้งรถกระบะ ที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย และรถเก๋งคุณภาพเหมาะสมราคาอีกหลายรุ่น ทั้ง " Tida " และเจ้าหนูรุ่นเล็กที่ออกตัวด้วยราคาเขย่าประสาท เขย่าต่อมประหยัดมากมาย ด้วยราคาถูกแสนถูก จนน่าตกใจ แบบ "เอ๊ะ นี่ราคารถมือ 1 หรือเนี่ย " กับ March ได้คะแนนโหวตถึง :11.84%

5. Mazda

เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ติดตลาดมานานแล้ว ล่าสุดก็เพิ่งจะออก Mazda2 ราคาโดนๆ คันเล็กๆประหยัดน้ำมัน เพื่อชีวิตคนเมืองจริงๆ เห็นขับกันให้ว่อน นึกว่ามาสด้าทำโปรโมชั่นใช้ฟรีผ่อนให้ปีหนึ่ง ซะอีก งานนี้ได้คะแนนไป :10.02 %

6. Chevrolet

เป็นอีกแบรนด์ที่หลายๆคนรู้จักกันเป็นอย่างดี มีหลากหลายสไตล์ให้เลือกสรรกัน ไม่ว่าจะเป็น Van กระบะ สปอร์ตซีดาน งานนี้ได้คะแนนไปเยอะเพราะรถมีหลายแบบด้วย ได้คะแนนโหวตไป : 7.78 %

7. BMWBmw

ใครขับก็เท่ (หรือไม่จริง ?) เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มาพร้อมความสวย โฉบเฉี่ยว ทรงสปอต์ จนใครหลายๆคนอดไม่ได้ที่จะควักเงินเก็บทั้งชีวิตไป (ดาวว์) ซื้อ เพื่อขับมาเหล่สาวๆ (เวอร์ไป) งานนี้สาวก bm ไม่น้อยหน้ามาโหวตไป : 7.63 % หนี Benz มาหน่อยนึง

8. Benz

หนึ่งในแบรนด์ที่ถ้าใครรวย ต้องซื้อมาอวดศักดากันซักหน่อย ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่าทุกคนอยากขับ แต่ผลก็ออกมาแล้วว่า มีคนขับน้อย เพราะมันแพงงง!!!! หรู!!! เรียกได้ว่าถ้าบอกว่า Benz ต้องรวยชัว (เวอร์ไป) ถ้าหัวข้อเป็น "รถที่คุณอยากขับ" ผมว่า Benz ติด 1ใน สามแน่ๆเชื่อเถอะ ได้คะแนนโหวตไป :7.60 %

9. Ford

ค่ายยักษ์ใหญ่จากอเมริกาเป็นหนึ่งในแบรนด์รถที่เก่าแก่ที่สุด เป็นผู้บุกเบิกวงการรถเลยก็ว่าได้ แต่สาเหตุที่คนไทยไม่ค่อยใช้กันนั้นอาจจะเป็นเพราะว่า ราคาตกเร็วมาก และ ขายต่อก็ไม่ได้ราคาเท่าที่ควร (คนไทยชอบ ขายเก่า ซื้อใหม่อยู่แล้ว) แต่จริงๆแล้วเรื่องสมรรถนะไม่แพ้ยี่ห้ออื่นด้วยซ้ำ ได้คะแนนโหวตไป :6.96

10. VolvoBand

ดังจากประเทศสวีเดนส่งออกไปทั่วโลกปีละหลายแสนคัน ช่วงหลังๆมานี้เห็นรถยนต์ยี่ห้อนี้น้อยลงมาก(หรือไม่มีบุญหว่า) เพราะเคยได้ยินมาว่าเป็นเจ้าของรถวอลโว่ จะต้องเป็นเจ้าของปั๊มน้ำมันด้วย (เปลืองเวอร์) ไม่รู้จริงไหม สาวกวอลโว่เข้ามาโหวตได้ไป : 5.00 %











วันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2556


Drift racing.


              การดริฟท์ คือ สไตล์การขับที่ต้องทำโอเวอร์สเตียร์เข้าหาโค้ง และผ่านโค้งนั้นไป โดยปกตินั้นจะสามารถทำได้ด้วยรถที่เป็นระบบขับเคลื่อนด้วยล้อหลัง เพราะลักษณะการถ่ายกำลังและการถ่ายเทน้ำหนักของมัน เหมาะสมสุด ๆ สำหรับการนี้โดยเฉพาะ การดริฟท์อาจจะใช้เพื่อความสนุก ซึ่งมีจุดประสงค์ที่ว่าผสมผสานระหว่างความสนุกกับการเสริมทักษะในการควบคุมรถ หรือใช้ในการแข่งก็ได้ การแข่งดริฟท์ เป็นการแข่งที่ดูจากสไตล์มากกว่าความเร็วที่วิ่งได้ต่อรอบ หรือ ตำแหน่งตอนเข้าเส้นชัย เกณฑ์การตัดสินหลัก ๆ จะขึ้นอยู่กับ 4 ปัจจัยได้แก่ 1. มุมการเข้าโค้ง 2. ไลน์ 3. ความเร็ว 4. ลูกเล่นหรือสไตล์          

             การดริฟท์ไม่ใช่วิธีที่ทำให้ไปได้เร็วที่สุดในสนามแข่ง แต่การดริฟท์จะมีประโยชน์มากอย่างเช่นในการแข่งแรลลี่ แต่ในการแข่งเซอร์กิตนั้น การดริฟท์จะทำให้รถไปได้ช้ากว่าการใช้เทคนิคธรรมดา



Racing.

           การแข่งรถ (หรือเรียกว่าแข่งรถยนต์หรือรถแข่ง) เป็นมอเตอร์สปอร์ตที่เกี่ยวข้องกับการแข่งโยใช้รถยนต์สำหรับการแข่งขัน

จุดเริ่มต้นของการแข่งขัน
 หลังจากที่มีการประดิษฐ์รถยนต์เบนซิลจนประสบความสำเร็จครั้งแรกได้ไม่นาน ก็มีการจัดประกวดความเร็วโดยบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ปารีส โดยวิ่งเป็นระยะทาง 2 กิโลเมตร (1.2 ไมล์) จากสะพานเนลลี่ไปยังบออิส เดอ บัวล็อก รถคันที่ชนะคือจอร์จ บอตันจากบริษัทเดอ ดราก้อน บอตัน แต่ในการประกวดครั้งนั้นก็บอกได้ยากว่าคือการแข่งขัน

การแข่งรถครั้งแรกของโลก

23 กรกฎาคม 1894 นิตยสารในปารีส Le Petit Journal จัดเป็นสิ่งที่ถือว่าเป็นการแข่งขันครั้งแรกอย่างเป็นทางการ โดยเป็นการแข่งรถจาก ปารีสไปรูออง การแข่งขันนี้เป็นรูปแบบการทดลองและทดสอบความสนใจและการสนับสนุนจากสาธารณชน โดยใช้เส้นทางที่ไม่อันตรายและง่ายต่อการขับรถและที่พักราคาถูกในระหว่างการเดินทาง การแข่งขันนี้มีผู้เข้าร่วม 102 คน โดยจ่ายค่าธรรมเนียมในการเข้าร่วม 10 ฟรังก์